Profil de OyeOyePhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
Oye★.°☆∵。*∵~★.°☆∵。* 4 mai -มาอัพรูปงานพรอมเค่อะ-หลังจากทีโดนท่านรองทวงแล้วทวงอีก อิชั้นก็นึกขึ้นได้ว่ามันถึงฤกษ์ลงซักทีตามที่ให้คำมั่นสัญญาไว้
รุปไม่ครบนะเค๊อะ พอดีกล้องอิชั้นมันห่วย ถ่ายมาแล้วมีแต่ดำๆ เบลอๆ
เอาไปดูหอมปากหอมคอก่อนละกันนะคะ ท่านรอง
เอาลิงค์ว่าที่หอเราไปดูก่อนล่ะกัน
เลิฟมีเลิฟมายชิกเก้น
6 avril -หนูตกหลุมรักมข.ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ-ขอบคุณพี่ศศินมาก ทื่อุตส่าห์เป็นห่วงน้องยา ส่งมาให้เค้าได้อ่านนน
เค้าคิดถึงตัวเองน้า จุ้บส์ๆ
แต่คราวหลังไม่ต้องซ้ำเติมนักก็ได้ ชริๆ ชั้นรู้ว่าเทอน่ะเก่ง เก่งๆ เก่งๆๆ เก่งเวอร์
ฮ่ะๆ
เผื่อไม่เป็นที่เสียเวลา
เราไปดูกันเลยดีกว่า มาจากfwd mailที่เฮียหมูป่าแกส่งมาให้นะคะ
> >>>เรื่อง เล่ามอขอ เอามาให้อ่าน ขำดีขอ present มข. ของผม หน่อย นะ
> >>> > >>>1. มข.มีพื้นที่ใหญ่่มากๆ เกือบ 6000 ไร่ แต่เกือบ 80% ดัน เป็น พื้นที่ป่า > >>> > >>>2. อคร. (ย่อมาจาก อาคารเรียนโคตรร้อน) คณะวิทย์ เป็นตึกที่โทรมมาก > >>>ไม่ มี แอร์ 70% ของเด็กที่เรียน or-chem คาบ บ่าย ที่ตึก นี้ล้วนแต่คิดในใจ > >>>ว่า"ฆ่ากรูซะ" > >>> > >>>3. ทุกคณะจะมาเรียน Eng ที่คณะ มนุษย์ โดยจะแบ่งเป็นหลายๆ sec ตามระดับ > >>>ความไฮโซ ที่คณะผม เชื่อกันว่าเด็กที่ เรียน sec 6 หมาย ถึง"พูดeng > >>>ได้คล่องยังกับเมีย > >>>ฝรั่ง" ส่วน เด็กที่ เรียน sec 24 หมายถึง "แค่ท่อง A - Z ได้ก็เก่งแล้ว" > >>> > >>>4. ห้องสมุด กลางของ มข. มี 6 ชั้น แต่ตอนออกจากห้อง สมุดหลายๆคนมักจะหลง > >>>เดินลงไปถึง ชั้น 1 ซึ่งเป็นชั้นใต้ดิน ( จริงๆ แล้วทางออกอยู่ชั้น 2) > >>> > >>>5.รสนิยมการ ดื่มเหล้าของเด็ก มข. มี 2 แบบ คือ พวกที่เปิด Red ที่ U-bar > >>>กับพวกที่ตั้งวง สุราขาวหลังมอ > >>> > >>>6.เท่าที่ได้ยิน มา 40% ของเด็กที่อยู่หอพยาบาลไม่ใช่เด็ก คณะ พยาบาล > >>> > >>>7.คนที่ไปวิ่งบึงสีฐานมีจุดประสงค์เพื่อ "สร้างเสริม สุขภาพ" ในขณะที่คนที่ > >>>ไปวิ่งสระพลาสติกมีจุดประสงค์เพื่อ " เสาะหาอาหารตา" > >>> > >>>8. ที่หลังคาเหล็ก ทุกๆเย็น จะมีคนมาเต้น แอโรบิค โดย มี เพียงร้อยละ > >>>2เท่านั้น ที่"เต้นเพื่อสุขภาพจริงๆ" ซึ่งอีก ร้อยละ 90 > >>>นั้น"เต้นเพื่อเอาเกรด > >>>A วิชา พละ" ส่วน ที่เหลืออีกร้อยละ 8 > >>>ที่ไปเต้น นั้นจะมีจุดประสงค์ คล้ายๆกับคน ที่ไปวิ่งสระพลาสติก > >>> > >>>9. "สระพลาสติก" ของ มข.ถูกตั้งชื่อนี้มาเพราะมี พลาสติก บุรองอยู่ข้างใต้ > >>>สระแห่งนี้ "ห้ามปล่อย สัตว์น้ำ" และ "ห้ามนำสุนัขไป อาบน้ำในสระ" > >>> > >>>10. 80% ของคนที่รับประทานอาหาร ที่ "โรงชาย" เป็น ผู้หญิง กับ > >>>ผู้หญิงประเภท 2 > >>> > >>>11. "ตึกหลอด" อยู่คณะวิทย์ เป็นตึกที่เรียน Lab แล้วสนุกที่ > >>>สุด(มีอุปกรณ์ฟิสิกส์แปลกๆยั้วเยี้ย > >>>เต็มไปหมด) > >>> > >>>12. มข. เป็นมหาลัยที่มีหอพักนัก ศึกษา มากที่สุดและค่าหอก็ถูกที่สุด ด้วย > >>> > >>>13. คุณต้อง ทำกิจกรรมอย่างน้อยเดือนละ 10 วันถึงจะมีสิทธิ์เข้าอยู่หอในของ > >>>มข. > >>>14.ยาม ที่ มข. แต่งตัวคล้าย ตำรวจสายตรวจมากๆ ต้องแยกออกจาก กันให้ ดีๆ > >>> > >>>15. ฤดูร้อนที่ มข. อุณหภูมิ จะร้อนกว่า 40 องศา ส่วนฤดู หนาว อุณหภูมิ > >>>จะลดต่ำ ลงถึง 20 องศา ดังนั้น เด็ก มข.หลายคนจึงกระเสือกกระสน ไป > >>>อยู่หอนอกเพียงเพราะต้องการ แอร์กับเครื่องทำน้ำอุ่น > >>>16. มข. มีโรงเรียน สาธิตถึง 2 แห่ง คือ สาธิตศึกษา ศาสตร์ฯกับสาธิตมอดิน > >>>แดงฯ > >>> > >>>17. complex > >>>เป็นศูนย์รวมอาหารและบริการของนักศึกษาที่นี่ที่นี่เป็นแหล่งรวมสถาบันติวของ > >>>เด็ก มข. ที่เปิดอย่างลับๆ(รุ่นพี่เปิดติวรุ่นน้องนั่นแหละ) เป็นที่ซุ่มอ่าน > >>>หนังสือในยามดึกสงัดของคืนวันก่อนสอบ > >>> > >>>และที่น่า สนใจคือบอร์ดติดประกาศ ของcomplex ที่มี > >>>ประกาศแทบทุกชนิดมาติดเอาไว้ตั้งแต่ ดินสอหาย > >>>สุนัขหาย สามี หายออกจากบ้าน ประกาศขายมือถือ ขายสกู๊ตเตอร์ ขาย > >>>vcdซีรี่ส์หนัง เกาหลี ประกาศห้องว่างให้เช่า > >>>แต่ที่ผมว่าเด็ดสุดก็ตรงที่มีประกาศจับคนร้ายขโมย > >>>กระเป๋าตังค์พร้อมเปิดเผยหน้าตาด้วย นี่แหละ > >>> > >>>18. "ตึก เพียรวิจิตร" เป็นสมบัติของคณะวิดวะที่มีคนเข้าไปอ่านหนังสือมากพอๆ > >>>กับหอสมุด กลาง แต่อีกที่หนึ่งที่มีคนไป อ่านหนังสือมากพอๆกัน คือ"โรงอาหาร > >>>คณะ แพทย์" > >>> > >>>19. ประตูทางเข้า มข. ใหญ่สุดในประเทศไทย > >>> > >>>20. สาย 8 เป็น รถประจำทางที่วิ่ง เข้า-ออก มข. ซึ่ง พขร. ของสาย > >>>8ส่วนใหญ่ขับรถได้....(เติม เอาเอง).....มาก > >>>คือจะขับรถกลางเส้นถนนด้วย ความเร็ว20km/ ชั่วโมง > >>> > >>>21. วิ่งรอบ มข. 5 รอบ = วิ่งจากขอนแก่นไป อุดรฯ > >>> > >>>22. " สระชนเห็นชอบ" เป็นสระว่ายน้ำที่ pop ที่สุดของ มข. แต่ไม่มีใครไปใช้ > >>>บริการ เพราะ ไม่มีน้ำในสระ > >>> > >>>23. เค้าบอกมาว่า พี่ชายภราดร เป็น อาจารย์ สอนเทนนิส ที่ > >>>มข. > >>> > >>>24. เสื้อครุย ของ มข. ตอนรับปริญญา เป็น สีขาวนะ > >>> > >>>25. "สะพานขาว" เป็นสะพานยาวๆ ข้างสระพลาสติก มีเจ้าที่ > >>>ชื่อ"เจ๊ขาว"เป็นผู้หญิงผมยาวๆ ใส่ชุดสีขาว > >>>เจ๊แกชอบออกมาทักทายเด็กที่ขับมอไซ ด์ผ่านสะพาน ตอนดึกๆ > >>> > >>>26. วิ่งกลั้น หายใจข้ามสะพานขาว แล้วจะขอพรอะไร ก้ได้ 1 ข้อ > >>> > >>>27. จากข้อ 26. ถ้าคุณขี้เกียจวิ่ง จะเปลี่ยนเป็นกลั้น > >>>หายใจขับมอไซด์ด้วยความ > >>>เร็ว ไม่ เกิน 40km/ชั่วโมง ก็ไม่ว่ากัน > >>> > >>>28. รุ่นพี่คณะวิดวะ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อน มข.ก็คือพื้นที่แห้งแล้งดีๆ > >>>นี่เอง แต่ คณะวิดวะ สมัยนั้นรับน้องโดย การให้น้องปลูกต้นไม้คนละ > >>>1ต้น(บนพื้นดินแล้งๆ นี่ แหละ) แล้วดูแลอย่าให้มันตาย ไม่งั้นโดนทำ โทษ > >>>จนในที่สุดเดี๋ยวนี้ หัน > >>>ไป มองทางไหนใน มข. ก็เจอแต่ ป่า > >>> > >>>29. คณะที่ ก่อตั้งพร้อมๆ กับ มข. คือ เกษตร และ วิดวะ > >>> > >>>30. ไก่ ย่าง U-centerเป็น ไก่ย่างที่อร่อยที่สุดในโลก > >>> > >>>31. ละครคณะวิทยา การสนุกที่สุด ละครคณะ มนุษย์นักแสดงหน้าตาดี > >>>ที่สุดละครคณะวิดวะมุกตลกฮาที่สุด ส่วนละครคณะแพทย์ขาย บัตร VIP แพงที่ > >>>สุด(แต่ก็คุ้มค่านะ) > >>> > >>>32. กังสดาล ถือ เป็นแหล่งที่รวบ รวมอาหาร หอนอก > >>>และสาวเภสัชเอาไว้มากที่สุดใน มข. > >>> > >>>33. กังสดาล แบ่งเป็น กังบน กับ กัง ล่างสมัยก่อนกังบนขายแต่อาหาร > >>>แพงๆเน้นรสชาติ ส่วนกังล่างขาย อาหารถูกๆ เน้นปริมาณกับ คุณภาพ > >>>แต่เดี๋ยวนี้เนื้อที่ กัง บน โดนทุบเอาไปสร้าง ถนน > >>>เกือบหมดแล้วทำให้ร้านอาหารที่กังบนส่วน ใหญ่ย้ายลง มาเบียดกับร้านอาหาร ที่ > >>>กังล่าง ซะ งั้น > >>> > >>>34. U-center คือแหล่งรวมอาหาร ร้านเกม และร้าน การ์ตูน ของ > >>>มข. > >>> > >>>35.ที่ U-center จะมีซอยๆ หนึ่ง ชื่อว่า "ซอยโลกีย์" ไม่ขออธิบาย > >>>นะชื่อมันฟ้องอยู่แล้ว > >>> > >>>36. ก๋วยเตี่ยวดู๋ดี๋ที่ซอย โลกีย์ อร่อยกว่าทุก สาขา ใน มข. > >>> > >>>37.คุณ สามารถดูหนังเกาหลี 3 เรื่อง 20 บาท ได้ที่ U-center > >>> > >>>38. คุณ สามารถร้องเกะชั่วโมงละ 50 บาท ได้ที่ U-center > >>> > >>>39. อย่าสับสน ระหว่าง U-center กับ U-barเพราะมันไม่เกี่ยวข้องกัน เลย > >>>U-bar ไม่ได้อยู่ในมอ นะอย่าเข้าใจผิด > >>> > >>>40. โรงพยาบาลศรีนครินทร์เป็นที่ ตั้งของคณะแพทย์ มข. เป็นโรงพยาบาลที่ > >>>ใหญ่ที่สุดใน อีสานมีคนไข้เยอะมากจนถึงขั้นต้องเอาเสื่อไป ปู > >>>นั่งที่ลานจอดรถเพื่อ รอเข้าห้องตรวจโรค > >>> > >>>41. เค้าเล่ากัน ว่า อย่ามอง จั่วของตึกคณะ ถาปัด > >>>ขณะขับรถเพราะมันจะเกิดอุบัติเหตุ > >>> > >>>42. เจ๊พร เป็น แหล่งรวม ร้านอาหาร ร้านนม และของกุ๊กกิ๊ก ของ มข. > >>> > >>>43. ร้าน 25th copy เป็นร้านถ่าย เอกสาร > >>>ตั้งอยู่ที่เจ๊พรถ้าเกิดตำรวจลองเข้ามาตรวจค้นจริงๆมีหวัง เจ้า > >>>ของร้านโดนค่าปรับโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นร้อยล้าน > >>>แน่ๆ เพราะเจ๊แกเล่น เอาหนังสือเกือบทั้งห้อง สมุด +ข้อสอบเก่าของทุกคณะ ทุก > >>>ชั้นปี มา copy ขายเอง หมด > >>> > >>>44.มี Virus คอมพิวเตอร์ ชื่อ "clip VDO" ระบาดหนักในมข. เมื่อ ปี > >>>2546จนถึงขั้น พบไวรัส ตัวนี้ในแฮนดี้ไดรฟ์และคอมทุกเครื่องของ นัก ศึกษา > >>>มข. > >>> > >>>45. ที่ มข. มีร้านดอกไม้วางแผงขายที่กังสดาล วันธรรมดา กุหลาบดอกละ 5บาท > >>>วันวาเลนไทน์ กุหลาบดอกละ 50 ส่วนวันรับ ปริญญา ซื้อกุหลาบ 1 ช่อ = > >>>ค่าเช่ารถสาย 8 วิ่งรอบขอนแก่น > >>> > >>>46. ก่อนจะ มาเรียน มข. หัดขับ ยานพาหนะ ให้ได้ซักอย่างก่อนจะดีมากเอา > >>>แค่จักรยานก็ยัง ดี > >>> > >>>47. ร้านตัดผมที่ มข. ที่ดังๆ มี 2 ที่คือ complex กับ BigCutโดยค่า > >>>ตัดผมที่ complex หัวละ 40 บาท ส่วนที่ BigCut หัวละ 200 บาทซึ่ง > >>>สุดท้ายแล้ว ผู้ที่ใช้บริการทั้ง 2 ร้านนี้ ต่างก็ต้องลงเอยที่ > >>>ทรงสกินเฮ้ดด้วยกันทั้ง สิ้น > >>> > >>>48. "เจ้าพ่อมอดินแดง" คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพ ของชาว > >>>มข.มีคนนำช้างกับม้ามาถวายท่านเจ้าพ่อ เฉลี่ย วันละ 100 ตัว > >>> > >>>47. คณะทุก คณะ ย่อมจะต้องมีห้องประชุมใหญ่เป็นของ ตนเองแต่เท่าที่ > >>>เห็นเวลามหาลัยจะจัด กิจกรรมอะไรซักที > >>>ถ้าไม่ใช้ห้องประชุมของคณะศึกษาศาสตร์ก็ต้อง ห้องประชุมของ สัดแพด > >>> > >>>48. "หลังเต่า" คือหอประชุมใหญ่ของ มหาลัยตั้งอยู่ ริมบึงสีฐาน หน้ามอเป็น > >>>หอประชุมที่รูปทรงสวยมากในความคิดของผม ถ้าสีมันซีดลงอีกนิดเวลามอง > >>>ไกลๆคงจะคล้ายๆโอเปร่าเฮาส์ที่อยู่ในออสเตรเลีย > >>>หอประชุมนี้จะเปิดใช้ในงาน สำคัญๆ เช่น ปฐมนิเทศ > >>>นักศึกษาไหว้ครูบายศรีสู่ขวัญพระราชทานปริญญาบัตร และ งาน EXPO เป็นต้น > >>> > >>>49.ท่า boom ของ มข. ถือเป็นท่า boomที่มีประสิทธิภาพ > >>>มาก เพราะคุณจะได้ออกกำลังกายทั้งหน้าท้อง สะโพก ต้นขา ลำคอ และ หลัง > >>> > >>>50.สีประจำ มข. คือสี อิฐ > >>> > >>>51.ดอกไม้ประจำ มข. คือ ดอก กัลปพฤกษ์ซึ่งทุกวันนี้เพื่อนผมบางคนยังถามผมว่า > >>>"ไอ้ดอกนี่มันปลูกอยู่ส่วนไหน ของมอเรา วะ?" > >>> > >>>52. ภายใน มข. มีร้าน seven-eleven ถึง 10 สาขา > >>> > >>>53. ร้าน seven-eleven สาขากังสดาลถือเป็นอะไรที่ ไร้สาระที่สุดในโลกเพราะ > >>>ดันมี 2 สาขามาเปิดห่างกันแค่ 10 เมตร > >>> > >>>54. นิตยสาร Boom comic เป็นนิตยสารสุดฮิตมากใน มข.ฮิตขนาดไหนน่ะ > >>>เหรอก็ขนาดร้าน การ์ตูนที่ U-center สั่งมาอาทิตย์ละร้อยๆ > >>>เล่มยังสามารถขายได้หมดภายใน วัน เดียวน่ะสิ > >>> > >>>55. ที่ complex ขายข้าวแกงหลากหลาย พอๆกับบุฟเฟต์ โรงแรมโซฟิเทล > >>> > >>>56. ไม่มี ปีใดที่ freshy มข.จะผ่านเชียร์ > >>>กลางโดยไม่ได้ยินเสียงร้องไห้แห่งพลัง สามัคคี > >>> > >>>57. เพลงมาร์ช มข. เพราะจริงๆ นะ > >>> > >>>58. สนามกีฬากลาง มข. เป็นสนามที่ออกแนว "สาธารณะ" > >>>มากๆหลายเดือนก่อนเห็นโรงเรียนอนุบาลที่ไหนก็ไม่ รู้ มาขอ ใช้สนามกีฬากลาง > >>>มอเราแข่ง กีฬาสีซะงั้น > >>> > >>>59. จำนวนนัก ศึกษา มข. ทั้งหมดมี 50,000 คนสามารถเกณฑ์เอา > >>>นักศึกษามข.ไปลงชื่อขับไล่รัฐมนตรีได้ สบายๆ เลยล่ะ > >>> > >>>60. ร้าน CSK เป็น ร้านเน็ตที่ดัง และให­่มาก ใน > >>>มข.ถ้าคุณไม่รู้มาก่อนว่านี่คือร้าน เน็ต คุณจะต้องนึกว่าที่นี่คือ บริษัท > >>>IBM ชัวร์ > >>> > >>>61.ถ้าคุณ สังเกต ดีๆ ด่านตรวจจับหมวกกันน็อกใน มข. > >>>ทุกด่านทั้งตรงทางเข้ากังสดาล ทาง เข้า U-center หรือ > >>>ตรงทางออกฝั่งเจ้าพ่อมอดินแดงจะต้องมีถนนเล็กๆ ตัดผ่านก่อน จะถึงด่านตรวจ > >>>เพื่อให้เราขับอ้อมหนีตำรวจ เสมอ > >>> > >>>62. หอ 27 ผีดุสุดๆๆๆ ส่วนหอ 25 สาวๆ น่ารัก สุดๆ > >>> > >>>63.ค่าเทอม ของ มข. 1 หน่วยกิต แพงกว่า รามฯ 35 บาท > >>> > >>>64. สุดท้ายแล้ว ที่ มข. มีกลอน ที่พวกพี่ๆ เค้าแต่งไว้รับ น้อง มข.เพราะ + > >>>กินใจ มากๆ ลองอ่านดูนะ ครับ... > >>> > >>> แม้ที่นี้ไม่มีพระ ธรรมจักร ก็ไม่ไร้ร้างรัก > >>>ดอกน้อง แก้ว > >>> > >>> แม้ไม่มีพระเกี้ยวขวัญอันพราว แพรว ก็เพริดแพร้วพระ > >>>ธาตุพนมชมทั่วไทย > >>> > >>> ไม่ได้ติดเข็มพระเกี้ยวเที่ยวอวด โฉม > >>>ไม่ได้เป็นลูกแม่โดมที่ฝันไฝ่ > >>> > >>> มาติด เข็มพระธาตุ เป็นไร เพราะเราไซร้ล้วนลิขิตชีวิต > >>>เอง แอบกลัวเจ๊ขาวอ่ะ
ฮือๆ
กลัวๆ
หิ๊
อ่านแล้วรักขอนแก่นขึ้นมาบ้างมั้ยคะเพือนๆ?
แต่ไอ้กลอนนี่ อยากจะบอกว่าเราเคยเข้าไปเป็นว่าที่ลูกศิษย์ทั้งของจุฬากับธรรมศาสตรืมาแล้วทั้งสองที่เลยนะ
แต่ตอนนี้ขอมาซบพระธาตุแทน
หิ๊ๆ
รักมข.ๆ
ข้างบนคืออ่านเอาฮา
แต่ข้างล่างแอบมีสาระอีกติ๊ด
เป็นการแนะนำแพทย์ที่นักเรียนแพทย์มข.เป็นคนเขียนไว้ค่า
เอามาจากนี่นะคะ
ขอบคุนแพรวมาก เราจะอ่านห้หมดก่อนขึ้นไปรายงานตัวแน่นอน
ผมอยากเข้าหมอ !!! โอ้ว แน่นอนน้องเอ๋ย รับรองว่าในจำนวนเด็กสายวิทย์ทั้งหมดที่มีอยู่ในโรงเรียนมัธยมทั่วกรุงเทพของเรา ไม่น้อยเลยที่จะตอบคำถามว่า “น้องอยากเรียนต่ออะไร” ด้วยคำตอบอันนี้ เป็นคำตอบที่ค่อนข้าง Classic มาก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันคงไม่ยากเย็นเกินไปถ้าน้อง “เก่ง” …. ใช่แล้วครับตัวเลือกมีอยู่มากมาย หมอจุฬา หมอศิริราช หมอรามา หมอวชิระ แล้วก็อีกหลายหมอในเขตกรุงเทพใกล้บ้าน แต่สำหรับคนธรรมดาหน้าตาไม่ได้ฉลาดล้ำอย่างเราๆ ถ้าอยากเรียนหมอขึ้นมาบ้างจะทำอย่างไร จะเอาหมอในเขตกรุงเทพคะแนนมันก็สูงลิบลิ่ว เดี๋ยวนี้ดันรับตรงอีกโอกาสแข่งขันก็ยิ่งเยอะ โอกาสจากแสงเทียนริบหรี่ก็กลายเป็นหิ่งห้อยบินตอมความฝันอันลางเลือน จะเลือกหมอภูมิภาค(หมอมข. มช. มอ. มน.) ก็ไม่รู้ว่ามันจะดีไหม ต่างจังหวัดอีก ไม่อยากไปอยากเจอเพื่อนที่สวนฯ อยากเรียนจุฬา …. เอ๊ะ หรือตกลงกูจะเปลี่ยนไปเรียน เภสัชดีวะ คะแนนก็โอเคนะ หมอฟันก็น่าสนใจ หรือจะเป็นสัตวะก็ได้อยู่ นี่แหละครับ… หากน้องกำลังตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งอย่างนี้ ไม่รู้จะไปปรึกษาหมอโรคจิตที่ไหน ในฐานะที่เป็นนักศึกษาแพทย์(โรคจิต) พี่ก็เลยเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อที่น้องจะได้เอาไปเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกอนาคตของตัวเองนะครับ เนื้อหาทั้งหมดก็เพื่อจะชวนน้องๆ หันมามองมหาวิทยาลัยแพทย์ที่อยู่ต่างจังหวัด (โดยพี่จะยึดที่ขอนแก่นเป็นหลักนะ เพราะว่าพี่เรียนอยู่ที่นี่) มันมีทางเลือกเปิดให้น้องอยู่ พี่เสียดายหากน้องสักคนจะตัดใจไม่เรียนหมอเพราะเหตุผลเพราะว่าไม่อยากไปเรียนต่างจังหวัด ฉะนั้นใครที่กำลังไม่รู้จะทำยังไงดีทำคะแนนที่มีอยู่ในมือ ก็อ่านบทความของพี่สักนิดก่อนจะเลือกคณะนะครับน้อง แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชศาสตร์ สัตวแพทย์ วิทยาศาสตร์ มันคนละคณะกัน!!! ขอร้องเหอะน้อง อย่างแรกที่พี่ค่อนข้างไม่ชอบใจเอาจริงๆ ก็คือการเลือกคณะตามคะแนน หมอไม่ได้เอาทันตะแทนก็ได้วะ เนี่ยแบบนี้ไม่เอานะน้อง น้องทำแบบนี้ไม่ดีเลย ไม่แนวอย่างแรง พี่ขอยืนยันว่าแต่ละคณะมีการเรียนที่แตกต่างกันอย่างมาก อย่างแพทย์ก็จะเน้นเกี่ยวกับการนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่เราจะเรียนทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า รวมทั้งความผิดปกติต่างๆ ที่จะพบ ยกตัวอย่างคณะเภสัชเนี่ยเขาก็จะลงลึกเกี่ยวกับเรื่องยา เอามันตั้งแต่โครงสร้างโมเลกุล วิธีการทำปฏิกิริยาต่างๆ มากมาย แต่แพทย์จะไม่ล้ำลึกถึงขนาดนั้นพวกเราจะเรียนแค่การนำไปใช้ในผู้ป่วย เช่น เป็นยากลุ่มไหน มีผลข้างเคียงที่สำคัญอย่างไรบ้าง คนไข้ประเภทไหนที่ใช้ยาประเภทนี้ไม่ได้ น้องเห็นไหมว่ามันเน้นกับคนละด้านเลย ฉะนั้นใครที่คิดว่าคณะสายวิทยาศาสตร์สุขภาพทั้งหมดจะเรียนเหมือนกันน่ะ คิดผิดนะครับ อยากเข้าหมอก็เลือกหมอ อยากเข้าคณะไหนก็เลือกคณะนั้น มันมาแทนกันไม่ได้หรอก แล้วที่ขอนแก่นเป็นยังไงบ้างเหรอครับ อันนี้ตอบยากครับน้อง เอาเป็นว่าพี่จะเล่าให้ฟังแล้วกันว่าตอนติดคณะแพทย์ที่นี่แรกๆ แล้วพี่เป็นยังไง ตอนที่รู้ว่าติดคณะแพทย์เนี่ย ยอมรับว่าดีใจโคตรๆ ไม่สนใจหรอกว่ามันจะลงท้ายด้วยมหาลัยอะไร แต่มีคณะแพทยศาสตร์อยู่ข้างหน้าเป็นใช้ได้ เพราะเตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าติดที่ไหนก็จะไปเรียน แต่หลังจากตระเวนบอกญาติมิตรเพื่อนฝูงแล้ว พี่ก็มานั่งคิด “ฉิบหาย กูไม่รู้อะไรเกี่ยวกับขอนแก่นเลย” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในความคิดของพี่คือสิ่งที่พี่ถูกป้อนโดยวิชาสังคมศึกษาสมัยพี่ยังเรียนมัธยมอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบนั่นแหละ “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีดินทราย ไม่อุ้มน้ำ มีสภาพภูมิอากาศแห้งแล้ง ไม่สามารถปลูกพืชผักได้ผล ประชากรส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาต่ำ และรายได้น้อย” โอ้ว!! พระเจ้าจอร์จ มันเลวร้ายมาก!!!! พี่นั่งวนเวียนกับความคิดบ้าบอคอแตกของพี่ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายพี่ก็ต้องตีตั๋วรถทัวร์เพื่อไปรายงานตัวที่คณะแพทย์ ม.ข. นครชัยแอร์เป็นบริษัทที่เพื่อนพี่แนะนำ มันบอกว่ารถทัวร์ของที่นี่ดีที่สุดในประเทศแล้วว่ะ ตอนแรกพี่ก็คิดว่าไอ้บ้านี่ขี้โม้ แต่เอาเข้าจริงพี่ว่ามันก็หรูไม่หยอก ที่นั่งมีอยู่ 32 ที่นั่ง ห้องน้ำสะอาด แอร์เย็น แซนวิชอร่อย เบาะนวดหลังได้เองอัตโนมัติ มีนม น้ำผลไม้ แล้วก็เลย์แจกในรถระหว่างระยะเวลา 6 ชั่วโมงครึ่งจากกรุงเทพไปขอนแก่น ตอนนี้บริษัทปรับปรุงใหม่มันมีรถแบบโคตรหรูมาเพิ่มแต่น้องจะได้นั่งไหมอันนั้นแล้วแต่ดวง รถแบบใหม่จะมีหน้าจอทีวี LCD ติดไว้ที่ด้านหลังเบาะทุกเบาะ แล้วก็มีลำโพงฝังอยู่ในเบาะอีกด้วย มีปุ่มกดเพิ่มลดเสียงอีกต่างหาก (แม่เจ้าโว้ย ยังก่ะเครื่องบิน) หลังจากเพลินกับทิวทัศน์ยามค่ำคืนประกอบกับอารมณ์ตื่นเต้นที่จะได้เห็นขอนแก่นเป็นครั้งแรกในชีวิต สุดท้ายรถทัวร์ก็พาพี่กับครอบครัวมาถึงที่จังหวัดขอนแก่นในยามเช้า บรรยากาศในเมืองค่อนข้างคล้ายกรุงเทพครับ แต่ที่ชอบที่สุดก็คือรถมันไม่ค่อยติด ความจริงก็จะมีติดอยู่บ้างนะช่วงเวลาที่มัน Peak จริงๆ แต่ถ้าเทียบกับกรุงเทพแล้วต่างกันราวฟ้าก่ะเหวได้ครับ จากที่สังเกตคือคนที่นี่ค่อนข้างตื่นสาย ร้านค้าต่างๆ กว่าจะเปิดก็โน่น 8 โมง 9 โมง ไม่เหมือนที่กรุงเทพที่ล่อเปิดกันตั้งแต่ไก่โห่ หลังจากแวะซื้อข้าวเช้าอย่างรีบเร่งที่เซเว่น (นั่นแหน่ะ ใครที่กำลังคิดอยู่ว่ามันมีเซเว่นไหม ก็รู้ซะนะครับว่ามี) แล้วก็ไปจองโรงแรมสำหรับเข้าพักที่โรงแรมเจริญธานี โรงแรมนี้พี่แนะนำนะราคากำลังดีไม่แพงไม่ถูกเกินไป มีบุฟเฟต์อาหารเช้าแถมให้ด้วย พอเข้าปุ๊บก็หลับปั๊บเพราะว่าเพลียจากการเดินทางแต่พอตอนบ่ายๆ ก็ออกไปดูเมืองครับว่าเป็นยังไงบ้าง ที่ขอนแก่นนี่ก็อย่างที่บอกว่าคล้ายกับกรุงเทพ มีห้าง มีร้านฟาสฟู๊ดมากมายเพียงพอที่จะทำให้น้องเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดตายได้ มี Big-C มี Macro มีร้านอาหารหรูๆ มีร้านอาหารไม่หรู มีตลาดโต้รุ่ง มีคาราโอเกะสุดหรูในโรงแรมโซฟีเทลสนนราคาเพียงคืนละ 999 บาทร้องกันตั้งแต่หนึ่งทุ่มยันตีหนึ่งเอาให้คออักเสบกันไปข้าง (อ้อ โรงแรมโซฟีเทลเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวของขอนแก่นครับน้อง พี่เองยังไม่เคยมีปัญญาไปพักสักที เพราะคืนนึงก็ปาเข้าไปสามพันกว่าบาทแล้ว ที่ชั้นล่างจะทำเป็นห้องคาราโอเกะขนาดยักษ์ หรูมากแต่ถูกครับ คนที่นี่ชอบร้องเกะ ใครที่เซ็งก่ะร้านเกะชั่วโมงละ 499 ที่กรุงเทพคงจะถูกใจที่นี่ไม่น้อย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีร้านเบเกอร์รี่อร่อยโคตรอีก ตอนสักประมาณดึกๆ มันจะลดราคา เหล่านักศึกษาแพทย์กระเป๋าแห้งหิวโซก็จะไปเก็บกวาดมาซะเกลี้ยงร้านทุกทีไป) ส่วนใครที่ชอบสังสรรค์ยามราตรี Pub ที่นี่เจ๋งมาก แทบจะทุกร้านมีวงดนตรีเล่นสดครับ แล้วก็เล่นมันส์~~มาก แล้วก็ร้านพวกนี้ชอบมี miniconcert ของพวกศิลปินมาทัวร์อยู่เนืองๆ รับรองได้บริหารแขนขาแล้วก็ตับกันอย่างแน่นอน ทางฝั่งคอภาพยนตร์พี่ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งครับ เพราะว่าคนที่นี่ไม่นิยมดูหนัง Sound track ส่วนใหญ่จะภาคย์ไทยเสียหมด เพื่อนพี่มันให้เหตุผลว่า “มึงต้องเสียเวลาลากตามึงลงมาอ่านตัวหนังสือ อย่างงี้มึงก็ดูหนังได้ไม่เต็มอิ่มดิวะ ไม่คุ้มๆ” แต่ตัวโรงหนังดีนะครับ เหมือนๆ กับโรงหนังที่กรุงเทพนั่นแหละ ตอนนี้ความหวังของพี่คือพี่ได้ข่าวลือว่า Central มันกำลังสร้างอยู่ โย้ววว จะมีโรงหนัง soundtrack ดูแล้ว เรื่องอาหารการกินที่นี่ น้องไม่ต้องห่วงว่าน้องจะได้กินแต่ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง เพราะว่าพี่ยืนยันว่าในตัวเมืองขอนแก่นนั้นอาหารที่ฮิตที่สุดคือ “เนื้อย่างเกาหลี” หรือเรียกว่า “หมูกระทะ” สนนราคาแตกต่างกันไปตั้งแต่ 69 คือ 100 กว่าบาท แต่รับรองว่าคุ้ม เพราะว่าตักไม่อั้น และมันก็มีอย่างอื่นให้กินนอกจากหมูกระทะด้วย พวกอาหารอย่างอื่นก็มีให้ตักเป็นบุฟเฟต์ไปทานที่โต๊ะได้ เรียกว่า 100 บาทแต่กินจนอ้วกได้เลย และก็สำหรับน้องที่กังวลเรื่องภาษาอีสานนะ น้องเลิกกังวลได้เลยเพราะว่าที่นี่แทบจะไม่คุยภาษาอีสานกัน ส่วนใหญ่จะใช้ภาษากลางทั้งหมด แต่น้องต้องจำไว้นะว่ายังไงน้องก็ต้องเรียนรู้ไว้บ้างเพราะมันจะมีประโยชน์เวลาเราซักประวัติคนไข้ที่เป็นคนอีสาน แล้วบรรยากาศในมหาลัยล่ะครับ? อืม อย่างแรกที่น้องต้องรู้ก็คือว่า มหาลัยขอนแก่นจะอยู่แยกกับตัวเมืองขอนแก่น โดยเวลาในการเดินทางนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 15 นาที ครั้งแรกที่นั่งรถตุ๊กๆ เข้ามาความรู้สึกแรกของพี่ก็คือว่า ทำไมมหาลัยนี้มันใหญ่จังวะ ขนาดนั่งรถเข้ามาในมหาลัยตั้งสิบนาทีแล้วยังไม่ถึงคณะแพทย์อีก ฉะนั้นใครที่คิดว่ามาที่นี่แล้วจะปั่นจักรยานเพลินๆ น่ะนะ คิดใหม่ได้เลย รับรองได้ครึ่งทางก็หอบแฮ่กๆ แล้ว แต่ใครที่คิดว่าจะซื้อเอาไว้ออกกำลังกายก็อีกเรื่องนึงนะ เพราะว่าที่นี่จะนิยมออกกำลังกายมากๆ อันนี้เป็นข้อสังเกตของพี่เลยนะ พี่รู้สึกว่าคนที่มหาลัยนี้ค่อนข้างใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองมากกว่าที่กรุงเทพ อย่างที่จุฬางี้สาวๆ ก็จะใส่ใจสุขภาพและเรือนรางแต่จะใช้วิธีประมาณกินให้มันน้อยๆ เข้าไว้ (ซึ่งมันผอมก็จริงแต่ว่าระบบหัวใจและหลอดเลือดมันจะไม่แข็งแรงนะ ) แต่ที่นี่มีสถานที่ออกกำลังกายเพียบ ที่สำหรับเต้นแอโรบิคก็ 3 ที่(เท่าที่นับได้) มีบึงอยู่ในมหาลัยด้วยครับน้อง เรียกว่า “สระพลาสติก” อากาศดี๊ดีเหมาะแก่การวิ่งออกกำลังในตอนเย็นๆ หลังเลิกเรียน พวกสนามกีฬาก็มีนะน้อง แต่คนเรียนหมออย่างเราๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปใช้หรอกครับเพราะว่ามันเรียนค่อนข้างหนัก เอาหล่ะพี่แนะนำที่ต่างๆ ในมหาลัยเท่าที่จะนึกออกดีกว่า ศูนย์อาหารกังสดาล (มาถึงก็เริ่มเรื่องกินเลย) อันนี้บรรยากาศใกล้เคียงกับสามย่านบ้านเรานั่นแหละครับ มี 2 ฝั่งของถนนเราจะเรียกว่า “กังบน” กับ “กังล่าง” เนื่องด้วยกังบนมันเป็นโรงอาหารที่ยกพื้นขึ้นมาอาหารที่ขายก็หลากหลายธรรมดาบ้านๆ ข้าวผัดยันสเต็กไก่ทอด กังบนจะเน้นจัดจานสวย(แต่ไม่อิ่ม) กังล่างเน้นปริมาณจับกังให้มาทีนึงกินแทบไม่หมด ที่กังสดาลนี้ส่วนใหญ่คนในคณะเราจะนิยมมากิน เพราะว่ามันใกล้กับคณะ นั่งมอไซค์มานิดเดียวเอง และแถวๆ นี้ก็มีหอเปิดอยู่เพียบเป็นดอกเห็ด หอของพี่ก็อยู่แถวเนี๊ยะ เพราะฉะนั้นพี่ก็ฝากกระเพาะไว้กับที่นี่อยู่บ่อยๆ หลังมอ/เจ๊พร อันนี้จะอยู่อีกฝากฝั่งนึงของมหาลัยเรา จะอยู่ไกลกับคณะสักหน่อยแต่เรียกว่าเป็นศูนย์รวมในตอนกลางคืนของคนที่นี่ก็ได้ มีร้านอาหารกระจายตัวอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ร้านข้าวผัดยันร้านอาหารเวียดนาม และที่พิเศษของขึ้นชื่อก็คือ ร้านนม …. คล้ายๆ มนต์นมสดที่กรุงเทพนั่นแหละ แต่บรรยากาศมันจะดูดีกว่า แต่ละร้านก็จะพยายามแต่งร้านให้ดูแหกแหวกแนวไปตาม style ของตัวเอง ร้านนมนี่นิยมมากในการพาน้องรหัสไปเลี้ยง เพราะถูก!!! (เหอๆๆ) นอกจากนมแล้วก็ขายพวกขนมปังหลากหลาย แต่ละร้านก็จะมีของอร่อยประจำร้านแตกต่างกันไป ร้านนี้ปังหมูหยองอร่อย ร้านนี้แพนเค้กราดน้ำผึ้งอร่อย เอาไว้มาลองเองแล้วกัน ซอยโลกีย์ นั่นแหนะ!! พูดชื่อมาก็หูผึงกันเชียวนะ… ซอยโลกีย์เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของบริเวณที่เป็นศูนย์รวมแห่งความชั่วร้ายภายในมหาลัย ประกอบไปด้วย 2 แขนงหลัก แขนงแรกเป็นร้านเหล้าที่เอาไว้บริหารตับไตไส้พุง แต่ร้านที่นี่จะไม่มีวงดนตรีมาเล่นนะ เปิดเพลงกินเหล้าอย่างเดียวเหมาะสำหรับปลอบเพื่อนเวลามันโดนหักอกมา อีกองค์ประกอบนึงก็คือร้านเกมส์ น้องจะพบกับศูนย์รวมเหล่าสาวกแรคน่าร๊อคมากมายมหาศาลมองไปทางไหนก็ lv. 99 ทั้งนั้นจนพวกมือใหม่ต้องร้อนๆ หนาวๆ กันไป ความจริงร้านเกมส์แถวๆ ม. มีอยู่มากมายจริงๆ แต่แถวๆ ซอยโลกีย์นี่แหละเป็นศูนย์รวม แต่ก็ไม่ได้มีแค่เกมคอมนะ เหล่าสาวก winning ก็ยังสามารถมาฟาดฝีมือและฝีปากกันได้อย่างอิ่มเอมกับร้าน winning ที่มี winning ทุกภาค update ใหม่ล่าสุดเหมาะสำหรับพาเพื่อนๆ มากระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นยิ่งขึ้นด้วยการถลุง score มัน โรงหนัง สมัยก่อนมีอยู่ 2 โรงแต่เดี๋ยวนี้เหลือโรงเดียวแล้ว(รู้สึกอีกโรงจะโดน เฮียตำรวจจับ) โรงหนังที่นี่เป็นโรงหนังประเภททำเองนะน้องเป็นห้องเล็กๆ เอาโซฟานุ่มๆ มาวางแล้วก็ยิงโปรเจคเตอร์ฉาย พ่วงระบบเสียงโฮมเธียร์เตอร์เข้าไปหน่อยก็ได้บรรยากาศแล้ว ทีเด็ดก็คือว่าโรงหนังของที่นี่อ่ะนะ มันชอบฉายหนังเกาหลีซึ่งใครที่เคยดูก็คงรู้ดีว่าหนังเกาหลีมันจะเป็นประมาณรักโรแมนติคหวานซึ้งหรือก็ประมาณเศร้าสลดกินใจร้องไห้ขี้มูกโป่ง ฉะนั้นโรงหนังของที่นี่จึงมีคู่รักวัยเรียนตบเท้าเข้ามาสวีทหวานกันมากมาย ใครที่ไม่มีแฟนแต่อยากดูหนังแนะนำให้ควงเพื่อนที่แอบปิ๊งมาด้วย เผื่อใช้บรรยากาศของภาพยนตร์ในการเดินเกมส์จีบต่อในภายหน้า U-center อ่ะนั่นแหนะ U-Center ที่นี่อย่าเอาไปเทียบกับ U-center ที่จุฬานะเพราะมันคนละเรื่อง เพราะว่าที่นี่ก็เป็นโรงอาหารอีกที่นึงเท่านั้นแหละ (เหอๆ) แต่อาหารอร่อยดีนะ มีร้านไอติมด้วย(ชื่อร้าน Mr. อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ อร่อยมากๆๆๆ) พี่ไปกินข้าวที่นี่ทีไรก็แวะซื้อทุกที Complex อันนี้คล้ายๆ กับห้างเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัย ข้างล่างตรงกลางเป็นโรงอาหาร แล้วก็มีธนาคารกับเซเว่นมาเปิดอยู่เต็มเลย ถัดไปอีกนิดเป็นร้านขายหนังสือกับสหกรณ์ของมหาลัย ขายมันตั้งแต่ครีมทาผิวยันหมวกกันน๊อค ชั้น 2 จะเป็นร้านอาหารเช่นกัน แต่ Upgrade ขึ้นมาหน่อยนึง (คืออร่อยขึ้นและแพงขึ้น) มีร้านอาหารญี่ปุ่นด้วย อร่อยมากๆ ไม่รู้กุ๊กมันไปอยู่ญี่ปุ่นมาหรือเปล่า ร้านมันเปิดแต่เพลง J-Pop ฟังแล้วก็ตลกดีแถมได้บรรยากาศด้วย ส่วนชั้น 3 ชั้น 4 พี่ก็ไม่รู้ว่ามันมีไว้ทำไมเหมือนกัน แต่ชอบมีคนเอา Notebook ไปนั่งเล่น Wireless lan อ้อ.. แล้วก็ช่วงที่มีการสอบที่ complex ในตอนกลางคืนจะมีมหาชนนักศึกษามากมายมานั่งอ่านหนังสือโต้รุ่งกัน (โคตรถึกเลยเน๊อะ) สระพลาสติก อย่างที่เกริ่นไว้แล้วว่าที่นี่มีไว้สำหรับออกกำลังกาย อากาศดีมากครับ ความจริงบรรยากาศของมข. ดีมากๆ เลยนะ เป็นมหาลัยที่ค่อนข้างเงียบสงบ มีต้นไม้เยอะมากๆ มองไปทางไหนก็เห็นสีเขียวครึ้มไปซะหมด ที่สระพลาสติกนี่ตรงกลางเป็นเป็นบึงแล้วมีถนนล้อมรอบเอาไว้วิ่ง เลยออกไปจากถนนก็จะมีพวกอุปกรณ์ออกกำลังวางไว้ทั่วไป และที่สำคัญคือมันค่อนข้างใกล้กับหอพักแพทย์ แต่ถึงน้องไม่ได้อยู่หอแพทย์น้องก็ขับมอเตอร์ไซค์มาก็ได้มันเตรียมที่จอดไว้ให้เสร็จสรรพ เต่าเหลือง / หลังเต่า เป็นหอประชุมขนาดใหญ่ยักษ์ (ใหญ่จริงๆ) น้องไม่ค่อยจะได้มีโอกาสมาใช้หรอกครับ เพราะมันจะเปิดใช้เฉพาะงานสำคัญๆ เท่านั้น แต่ว่าบางครั้งบางหนก็จะมีพวกศิลปินมาเปิดคอนเสิร์ตกันที่นี่ให้ดูกันบ้างเหมือนกัน ก็ต้องตามข่าวกันดีๆ แหละน้อง เปิดท้าย เปิดท้ายคือตลาดนัดดีๆ นี่เองครับ สถานที่จัดก็คือบริเวณลานจอดรถของเต่าเหลืองนั่นแหละครับ (ฉะนั้น มันใหญ่มากเช่นกัน ขอบอก เดินกันน่องโต) ขายของเยอะมาก เสื้อผ้าสวยๆ ประมาณจตุจักรก็มี แล้วก็ชอบมีของแปลกแหวกแนวมาขาย ของแต่งห้องเอย พวกเทียนหอมก็มีพวกผู้หญิงชอบซื้อกัน เพื่อนนักช้อปของพี่มันก็ตั้งจิตอธิฐานเก็บเงินไว้พลาญทุกๆ ต้นเดือน หอพัก สำหรับเรื่องหอพักนี่พี่ขอพูดรวมๆ แล้วกัน หอพักธรรมดาทั่วไปมีอยู่ 2 ประเภทคือ หอใน และ หอนอก หอในคือหอพักที่จัดตั้งขึ้นโดนมหาลัย ส่วนหอนอกคือหอพักของเอกชน หอในนั้นถูกดี และก็อยู่ภายในมหาวิทยาลัย (ม.ข.เป็นมหาลัยที่มีหอพักนักศึกษามากที่สุดในประเทศเชียวนะน้อง) มีอยู่หลายแบบ ส่วนใหญ่จะมี roommate ตั้งแต่ 2-4 คน น้องจะได้ใช้หอพักรวมในปี 1 ส่วนปี 2 ขึ้นไปก็สามารถย้ายมาอยู่หอพักแพทย์ได้(ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 3 หอ) หอพักแพทย์ 1 กับ 2 จะอยู่ติดกัน ซึ่งตอนนี้เพิ่งปรับปรุงใหม่ ส่วนใหญ่จะให้ปีชั้นปี Clinic อยู่ ส่วนชั้น pre-clinic จะได้อยู่หอ 3 ที่หอแพทย์จะมี internet ความเร็วจี๊ดมากให้ใช้กันด้วยอยู่ข้างล่างหอ 3 ส่วนหอ 1 กับหอ 2 รู้สึกจะเดิน Lan ให้ทุกห้อง หรือไม่ก็ติด Wireless lan ให้ใช้ internet ไร้สายกัน อันนี้ไม่แน่ใจ ตรงกลางเป็นสนามบาส 1 ให้ได้เล่นกัน ส่วนใครอยากเตะบอลก็เดินไปค้าแข้งที่หอทันตะที่อยู่ข้างๆ กันได้ เด็กแพทย์ชอบไปแจมด้วยเสมอไม่ต้องห่วง พูดถึงหอใน/หอแพทย์แล้วก็มาพูดถึงหอนอกกันบ้างดีกว่า อันนี้มีอยู่หลากหลายอารมณ์และราคามาก ส่วนใหญ่สนนราคาตกอยู่ที่ 2500-4000 ต่อเดือนขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรบ้างที่เป็น option ในหอ ส่วนใหญ่หอที่นี่จะ ok มากๆ ห้องใหญ่อยู่สบายไม่คับแคบ บางทีมี Lan ให้เล่น internet ฟรีทุกห้องซึ่งราคาก็จะตกประมาณ 3000-3500 ส่วนบางทีหรูจัดมีสระว่ายน้ำเพิ่มขึ้นมา ข้อดีของหอนอกก็คือน้องค่อนข้างจะอิสระเพราะว่าไม่จำเป็นจะต้องมี Roomate แถมบริเวณใต้หอก็จะมีร้านค้ามาเปิดมากมาย ยกตัวอย่างหอของพี่แล้วกัน ก็มีร้านซักรีด 2, ร้านเช่าการ์ตูน 2, ร้านทำผม 3, ร้าน internet 1, ร้านเกมส์คอม 3, ร้านขายของชำ 1 , ร้านขายข้าว 1 (อันนี้โทรสั่งให้มาส่งที่ห้องได้ด้วยนะเอ้อ ยั่งกะโรงแรม), ร้านเช่าCD 1 ฉะนั้นทุกสิ่งพร้อมอยากได้อะไรเดินลงไปใต้หอติ๊ดเดียว เซเว่นก็อยู่ใกล้ๆ เดินอีกสิบกว่าก้าวก็อิ่มอร่อยก่ะซาลาเปาหนมจีบได้ เพื่อนแท้ยามสอบจริงๆ ใครที่ชอบอ่านหนังสือเงียบๆ ไม่อยากเกรงใจเพื่อน และพอจะมีเงิน support พี่ว่าหอนอกก็เป็นทางเลือกที่สะดวกสบายทางนึงเลย เอาล่ะเข้ามาดูสถานที่ต่างๆ ในคณะบ้างดีกว่า โรงพยาบาลที่ขอนแก่นนี่ “ใหญ่มาก” (โรงพยาบาลของคณะแพทย์ขอนแก่นชื่อว่า โรงพยาบาลศรีนครินทร์ นะครับน้องๆ) เป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุขขนาดใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะฉะนั้นน้องไม่ต้องห่วงเรื่องความรู้ที่จะสู้เหล่ามหาวิทยาลัยแพทย์เก่าแก่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้ รับรองได้ว่าปึ้กชัวร์ๆ ถ้าน้องตั้งใจเล่าเรียน มหาลัยที่นี่ก่อตั้งมา 30 กว่าปีแล้ว มีอาจารย์เก่งๆ อยู่ทุกภาควิชา พี่ขอเอาหัวพี่เป็นประกันว่า 6 ปีในรั้วหมอ มข. นี้สามารถทำให้น้องจบออกมาเป็นแพทย์ที่เก่งและมีคุณธรรมได้อย่างแน่นอน เหมือนกับที่อาจารย์หมอของพี่บอกเอาไว้ “คุณยังจะเป็นหมอที่ดีได้ ตราบเท่าที่คุณอยากจะเป็น” ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวน้องเอง ถามว่าเรียนหมอ ยากไหม พี่คงไม่บอกว่าง่ายแต่โดยเนื้อหาแล้วมันไม่ยากเกินไปที่จะเข้าใจและท่องจำ สิ่งที่วัดกันจริงๆ ว่าน้องจะเรียนหมอได้จบภายใน 6 ปีหรือไม่ก็คือความอดทน น้องทนที่จะลุกขึ้นมาดูหนังสือต่อได้ไหมหลังจากที่นอนไปแค่ไม่กี่ชั่วโมง น้องทนที่จะนั่งหลังแข็งเอาลูกกะตาจิ้มกล้องจุลทรรศน์ต่อเป็นชั่วโมงที่ 8 ได้ไหมทั้งๆ ที่แทบจะไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่ตอนเช้า น้องทนได้ไหมเวลาที่ประกาศผลคะแนนออกมาแล้วมันไม่ดีอย่างที่คิดและน้องก็ค้นพบว่าสิ่งที่น้องคิดว่าทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะยังไม่เพียงพอ ..............ถ้าน้องทนได้ น้องก็เรียนหมอได้ ขอให้มีความตั้งใจและก็พยายามครับ เอาล่ะมาเริ่มกันดีกว่า ห้องบรรยาย ห้องบรรยายคือห้อง Lecture ของนักศึกษาแพทย์ (แต่บางทีก็มีคณะอื่นมาใช้ด้วย) มีอยู่ 4 ห้องด้วยกันครับ ห้องที่บรรจุคนได้มากคือห้องบรรยาย 1 กับ 3 ซึ่งจะถูกใช้โดยพี่ปี 2 กับปี 3 ส่วนน้องปี 1 ยังไม่ค่อยได้เข้ามาเรียนในคณะหรอกครับ ส่วนใหญ่จะไปเรียนรวมกับคณะวิทยาศาสตร์ก่อน ห้องบรรยายเป็นห้องที่ผูกพันมากๆ น้องจะใช้ชีวิตวันละ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ในการพยายามถ่างตาให้ตื่นเข้าไว้เวลาเรียน และต้องใช้ความพยายามอีกมากมายในการเข้าใจแต่ละความรู้ที่เหล่าอาจารย์พยายามอัดเข้าไปในสมองกลวงๆ ของเรา ห้องพื้นเอียง อันนี้คือห้องประชุมใหญ่ของคณะแพทย์ซึ่งน้องก็จะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่านอกจากจะเอาไว้ Lecture ในบางวิชา หรือเปิดการประชุมด้านวิชาการแล้ว ห้องพื้นเอียงยังเป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมของนักศึกษาอีกหลายงาน ห้องพื้นราบ อยู่ตรงข้ามห้องพื้นเอียงครับ เป็นปกติใช้เป็นห้องเบรกทานขนมเวลาพวกอาจารย์เขามีประชุมวิชาการ แต่บางครั้งเราก็เอาห้องนี้มาแปลงร่างจัดกิจกรรมของนักศึกษากัน ห้องสมุด พูดถึงคณะแพทย์ก็ต้องมาดูห้องสมุดกันหน่อย ห้องสมุดที่นี่มีหนังสือแพทย์อัดแน่นในทุกสาขา แต่ส่วนใหญ่จะเป็น Text ภาษาอังกฤษนะครับ หนังสือภาษาไทยถูกรวบรวมไว้ในห้องกระจิ๋วนึง เพราะว่าส่วนใหญ่อาจารย์ที่สอนจะอ้างอิงจาก Text นั่นแหละครับเพราะมันได้มาตรฐานกว่า บรรยากาศในห้องสมุดจะเงียบเชียบวังเวงเป็นป่าช้า ได้อารมณ์ในการอ่านหนังสือมากๆ เลยน้องเอ๋ย ช่วงใกล้สอบห้องสมุดคณะจะปิดดึกๆ ด้วยสำหรับให้คนที่ไม่อยากอ่านอยู่หอมาอ่านกันได้ที่นี่ นอกจากหนังสือแล้ว ห้องสมุดก็ยังมีเครื่อง Xerox 2 เครื่องอยู่ด้านใน, ห้อง internet และก็มุมโซฟาอ่านหนังสือพิมพ์ โรงอาหาร คณะแพทย์ก็เหมือนกับคณะอื่นทั่วไปที่จะมีโรงอาหารเป็นของตัวเอง แต่บรรยากาศมันจะอลเวงมากเพราะว่าคนไข้ ญาติคนไข้ เขาก็จะมาใช้บริการด้วย ร้านอาหารก็มีครบทุก style ราคาค่อนข้างแพงไปนิดแต่ก็โอเคอยู่ มีร้านอาหารเจด้วยนะ (สุขภาพจริงๆ ) โรงอาหารคณะแพทย์ในช่วงสอบก็จะถูกแปรสภาพเป็นที่นั่งอ่านหนังสือเช่นกัน เหมาะสำหรับผู้ที่มุ่งมันในการอ่านหนังสือโต้รุ่ง (พี่ไม่เคยทำได้สักทีเลย ให้ตายสิ อย่างน้อยก็ต้องนอน สักชั่วโมงเดียวก็ยังดี พี่ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเพื่อนๆ ที่มันไปอ่านโต้รุ่งนี่มันเป็น Superman กันหรือไง นับถือพวกมันเลย ไอ้ตายสิ) ปล . ป้าร้านข้าวแกงที่นี่ฮามาก เจ๊แกเล่นมุขได้ตลอดเวลา คนมาซื้อข้าวร้านแกก็เพราะขำมุขของแกเนี่ยแหละ ห้อง Lab ที่คณะมีห้อง Lab อยู่หลายห้องมากๆ ขึ้นอยู่กับว่าน้องเรียนอะไร สำหรับบรรยากาศในการเรียน Lab พี่จะยกไปพูดในหัวข้อบรรยากาศในการเรียนแล้วกัน ชีวิตประจำวันและบรรยากาศในการเรียนคณะแพทย์ ปี 1 ปี 1 เป็นน้องใหม่ที่ใครๆ ในคณะก็จะจับตามอง เข้ามาแรกๆ น้องจะโดนอัดกระแทกด้วยกิจกรรมมากมายมหาศาลที่เตรียมการมาเป็นเวลาแรมปี ให้กับน้องๆ ตั้งแต่ รับน้อง แนะนำตัว กิจกรรมเชียร์รวม เชียร์คณะ กีฬาน้องใหม่ ฯลฯ ช่วงสัปดาห์แรกๆ น้องก็จะเหนื่อยไปตามๆ กันถึงหอปุ๊บหลับเป็นตาย เรื่องการเรียนในปี 1 นั้น ในเทอมแรกน้องจะยังไม่ค่อยได้เข้ามาเรียนในคณะ ส่วนใหญ่จะไปเรียนกับคณะสายวิทย์อื่นๆ ที่ อ.ค.ร. (อาคารเรียนรวม แต่เพื่อนพี่มันบอกว่าย่อมาจาก อาคารเรียนโคตรร้อนต่างหาก ฮ่าๆๆ ก็จริงของมัน) ปีแรกก็ทนๆ ร้อนหน่อยแล้วกัน ไว้ขึ้นปี 2 ค่อยมาหลับในห้องแอร์เย็นๆ ของห้องบรรยาย วิชาที่เรียนก็จะเหมือนกับเนื้อหา ม. 4 5 6 แต่ว่าจะลงลึกมากขึ้น ตัวอย่างวิชาก็ General biology, Mathematic (เรียนเน้นในส่วนของ Calculus กับเรื่อง Graph), Organic biochem, English, Physic, Man-so (Human and social.. เรียนคล้ายๆ สังคมศาสตร์แต่จะเน้นที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสังคม) พอมาเทอมสองน้องจะเริ่มได้เข้ามาเรียนในคณะมากขึ้นแต่วิชาของคณะวิทยาศาสตร์ก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่เหมือนเดิม วิชาใหม่ๆ เช่น วิชา Community medicine จะเรียนเกี่ยวกับการนำวิชาแพทย์ไปใช้กับในชุมชน สำหรับปี 1 นี่จะยังเรียน Lecture อย่างเดียวแต่ปีสูงขึ้นจะได้ออกภาคสนามด้วย Behavior เรียนเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์ History of medicine เป็นวิชาที่กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของแพทย์ วิวัฒนาการต่างๆ ที่สำคัญๆ และตัวอย่างของแพทย์ในอดีตที่มีชื่อเสียงและผลงานโดดเด่น วิชานี้จะสนุกมาก น้องๆ จะได้แบ่งกันเป็นกลุ่มย่อยๆ ไปทำ Project ของตัวเองมา แล้วใน Part สุดท้ายของวิชาอาจารย์จะให้มา Present ส่วนใหญ่ก็ทำเป็นละครประกอบอธิบาย โอยน้องเอ๋ย แต่ละกลุ่มก็ควักทีเด็ดออกมาโชว์กันมากมาย สนุกสนานไปตามๆ กัน บางคนพี่เห็นมันแสดงแล้วยังตกใจ มันน่าจะไปเล่นละครมากกว่ามาเรียนหมอนะเนี่ย ร้องไห้เป็นร้องไห้ สั่งน้ำตาได้เลย Biochem!! อันนี้เป็น Hi-light ของปี 1 ครับ เพราะว่าเป็นวิชาแรกที่จะเข้าสู่เนื้อหาจริงๆ ของวิชาแพทย์ เพื่อนๆ น้องก็จะฟิตกันเต็มที่ อ่านกันหูดับตับไหม้ มีนสูงมากวิชานี้ ใครหลงระเริงอยู่กับชีวิตปี 1 อาจจะ Get C ไปได้นะครับ สรุปการเรียนในปี 1 เป็นปีที่ค่อนข้างสบายๆ มีกิจกรรมมาให้ทำมากมาย และแทบจะเป็นปีเดียวที่จะได้โผล่ไปเรียนกับคณะอื่น เพราะเวลาเข้าคณะมาตอนปี 2 แล้วคณะแพทย์เราก็แทบจะไม่ได้ออกจากคณะเลย หลับนอนกันอยู่ในคณะเนี่ยแหละ ฉะนั้นถ้าอยากหาแฟนนอกคณะ ปี 1 ก็สู้ๆ เข้านะ ปี 2 ปี 2 นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นปีที่หนักที่สุดในชั้น Pre-clinic แล้ว เพราะหนักทั้งเรียน หนักทั้งกิจกรรม ทางด้านกิจกรรมหลังจากที่น้องเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมในปี 1 พอมาปี 2 น้องก็ต้องจัดกิจกรรมให้น้องปี 1 บ้าง ส่วนการเรียน ปี 2 นี่จะเรียนเกี่ยวกับมนุษย์ปกติทั้งหมดทุกระบบ โดยวิชาก็จะหลากหลาย เช่น Gross Anatomy วิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างทุกอย่างของร่างกายมนุษย์ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า กล้ามเนื้อในร่างกายมีอะไรบ้าง แล้วเส้นประสาทเส้นไหนเลี้ยง ArteryกับVein วิ่งกันอย่างไร ที่สำคัญคือน้องจะได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ ซึ่งเป็นศพของบุคคลที่บริจาคร่างกายมาให้เราได้ศึกษา แรกๆ น้องก็จะตื่นเต้นมาก เพราะจะต้องใช้มีดผ่าตัดกรีดลงบนเนื้อของมนุษย์เป็นครั้งแรกของชีวิต ถึงจะเสียชีวิตแล้วก็เหอะแต่เนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะยังคงสภาพและสีไว้ใกล้เคียงของเดิม ในวันแรกพี่ปี 3 ที่เรียนวิชานี้จบแล้วก็จะมาช่วยสอนน้องทำ Lab วิธีการจับมีด วิธีการผ่า การดูเส้นเลือดว่าเป็นอย่างไร น้องๆ จะได้เรียนกันละเอียดมากตั้งแต่หัวยันเท้า กล้ามเนื้อทุกมัด เส้นประสาท Artery Vein ที่สำคัญๆ แทบจะทุกเส้น เวลาเรียนในช่วงวันจันทร์วันอังคารของต้นๆ สัปดาห์อาจารย์จะมาสอน Lecture แล้วเราก็มีหน้าที่ไปอ่านๆๆๆ ก่อนมาทำ Lab (ซึ่งพี่มักจะไม่ได้อ่าน ฮ่าๆๆ) แล้วพอวันทำ Lab อาจารย์ก็จะให้กระดาษ (Lab guide) มาว่า Lab ชั่วโมงนี้อยากให้เรารู้เกี่ยวกับ กล้ามเนื้อมัดไหน เส้นเลือดอะไร เราก็มีหน้าที่หาให้ได้ตามนั้นซึ่งจะกินเวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ Labและความเก่งของน้องเอง ตอนสอบเนี่ยจะมีสอบทั้ง 2 แบบก็คือจะแยกสอบ Lecture กับสอบ Lab ในตอนสอบ Lab นั้นน้องจะได้เจอการสอบชนิดใหม่เรียกว่า “สอบ Labกริ๊ง” คือว่ามันจะมีข้อสอบอยู่เท่ากับจำนวนคนสอบ น้องก็เลือกเอาสักข้อนึงว่าอยากเริ่มสอบข้อไหน อาจารย์จะให้เวลาประมาณ 1-2 นาทีสำหรับการทำข้อสอบแต่ละข้อ น้องก็ต้องนั่งดูว่ากล้ามเนื้อที่อาจารย์เอาเข็มหมุดมาจิ้มเนี่ยมันชื่ออะไรทำหน้าที่อะไร หรือไม่ก็ Vein ที่อาจารย์เอาเชือกผูกไว้เนี่ยมันไปเลี้ยงกล้ามเนื้ออะไรบ้าง พอหมดเวลาปุ๊บอาจารย์ก็จะกดกริ่งดัง กริ๊งงงงงงงงงงง (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ lab) น้องก็จะต้องวิ่งไปทำข้อสอบข้อต่อไปเรื่อยๆ Micro Anatomy หลักการเหมือนกับ Gross anatomy เลย แต่ว่าน้องจะได้เรียนว่าอวัยวะแต่ละอย่างของคนเนี่ย เวลาเอามาส่องกล้องจุลทรรศน์แล้วมันมีหน้าตาอย่างไร ใครที่ชอบการส่องกล้องจุลทรรศน์ก็รับรองได้ส่องกันจนตาแฉะแน่ เวลาดู Lab จะเตรียมสอบนะ เพื่อนพี่มันหอบผ้าหอบผ่อนมานอนกันที่ห้อง Lab เลย พี่เองก็ดูไป 10 ชั่วโมงรวด ไม่รู้ดูเข้าไปได้ยังไงเหมือนกัน แต่สนุกดีนะครับวิชานี้ Physiology วิชานี้ขอยอมรับว่าเป็นวิชาที่ยากมากๆ น้องจะเรียนเกี่ยวกับว่าร่างกายของเรามันทำงานอย่างไร แยกเป็นระบบ เช่นระบบหัวใจน้องก็จะเรียนว่าหัวใจมันมีหน้าที่ในแง่มุมไหนบ้าง หัวใจวายเนี่ยมันเป็นอย่างไร คลื่นไฟฟ้าหัวใจมันหมายความถึงอะไร ถึงแม้จะเป็นวิชาที่ยากแต่พี่คิดว่าเป็นวิชาที่สนุกที่สุดในปี 2 เลยครับน้อง เพราะมันจะตอบคำถามที่น้องสงสัยเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ได้หลายข้อมากๆ น้องจะรู้ว่าทำไมคนเราเป็นหวัดแล้วต้องเป็นไข้ ทำไมคนเอาค้อนมาเคาะเข่าเราแล้วขามันกระดิก ^-^ พอหอมปากหอมคอสำหรับวิชาในปี 2 เน๊อะ สรุปว่าปีสองเป็นปีที่ต้องเรียน Lab ทำ Lab ค่อนข้างเยอะ ก็จะเหนื่อยหน่อยนึง แต่ว่าก็ถือว่าเข้าสู่การเรียนในวิชาแพทย์อย่างเต็มตัว ปี 3 ในปี 3 หลังจากที่น้องเรียนเกี่ยวกับวิชาที่พูดเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ที่ปกติแล้ว ปี 3 น้องก็จะมาเรียนเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ที่เป็นโรคกันบ้างว่าเป็นอย่างไร เช่นในวิชา Pathology ฉะนั้นใครที่ไม่รู้เรื่องในปี 2 เวลามาเรียนปี 3 แล้วก็จะลำบากครับ เพราะขนาดปกติเป็นอย่างไรยังไม่รู้ เวลามาเรียนไอ้อันที่มันผิดปกติก็ยิ่งปวดหัวเข้าไปใหญ่ อ้อ แล้วปี 3 เนี่ยมีเรียนเกี่ยวกับยาด้วยนะน้องเรียกวิชา Pharmacology น้องจะได้รู้สักทีว่าไอ้พาราที่ซื้อมากินแก้ปวดหัวเนี่ยมันออกฤทธิ์แก้ปวดได้ไง นอกนี้ก็มีเรียนเกี่ยวก่ะพวกพยาธิกับแบคทีเรียไวรัสที่มันสามารถก่อโรคในคนได้ด้วย ส่องกล้องจุลทรรศน์อีกแล้วล่ะ น้องจะได้ลองเพาะเชื้อแบคทีเรีย แล้วก็เอามาย้อมดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ข้อสอบก็จะออกเป็น Lab อาจารย์จะให้เชื้อมาเราก็มีหน้าที่วิ่งไปย้อมแล้วก็พยายามทายให้ได้ว่ามันเป็นเชื้ออะไร นอกจากเรียนกับแบบธรรมดาคือเรียน Lecture กับ Lab แล้วคณะแพทย์เรายังมีเรียนอีกแบบนึงด้วยนะ เรียกว่าเรียนกลุ่มย่อยหรือ Small group น้องๆ จะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยประมาณกลุ่มละ 5-7 คนแล้วก็จะมีอาจารย์ที่เป็น Tutor มาอยู่ในห้องเรียนย่อยอีก 2 ท่าน น้องจะได้รับแจกสถานการณ์สมมุติขึ้นมาแล้วน้องก็ต้องใช้ความรู้ที่น้องมีพยายามเดาให้ออกมาผู้ป่วยเป็นโรคอะไร สนุกมากครับน้องเถียงกันหน้าดำหน้าแดงเลย บางทีพี่ก็พาเพื่อนหลงประเด็นเข้าป่าเข้าผงจนอาจารย์ทนไม่ได้ต้องไล่กลับมาสู่อันที่มันถูกต้อง (อาจารย์ทั้งสองคนจะนั่งฟังอย่างเดียวนะ แต่จะมีเตือนๆ บ้างถ้าเห็นว่ามั่วกันไปใหญ่แล้ว) เช่น นาย ก. มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องเฉียบพลันบริเวณท้องด้านล่างขวา ก่อนหน้านี้มีอาการปวดรอบสะดือและมีไข้อ่อนๆ (ลองทายสิน้องว่าคนไข้เป็นโรคอะไร) อันที่จริงมันยากและก็ซับซ้อนกว่านี้อยู่นะ แต่พี่ยกตัวอย่างให้น้องเห็นภาพแล้วกัน หมดแล้ว… สิ่งที่อยากจะให้น้องเห็นภาพของคณะแพทย์ขอนแก่น พี่ไม่รู้ว่าพี่ทำได้ดีแค่ไหน แต่อย่างที่พี่พูดไว้ตอนต้นแล้ว น้องคนไหนที่อยากเข้าหมอแต่ไม่กล้าเลือกหมอที่อยู่ต่างจังหวัด พี่อยากให้น้องลองเปิดใจนั่งอ่านบทความนี้สักหน่อย เอาไว้ประกอบการตัดสินใจนะครับ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงเตรียมตัวสอบโค้งสุดท้ายของน้องๆ หลายๆ คน พี่อวยพรให้ได้คะแนนดีๆ นะครับ แล้วเจอกันที่คณะครับ ^.^ แกะขนฟู OSK 119 (ศิษย์เก่าสวนกุหลาบรุ่น 119) // Medicine 30 KKU. my website is :: http://slide-into-the-world-of-crazy-man.storythai.com หากบทความนี้จะทำประโยชน์อะไรแก่สาธารณะได้ ข้าน้อยขอยกผลประโยชน์แด่สวนกุหลาบ โรงเรียนอันรักยิ่งของข้าพเจ้า และคณะแพทยศาสตร์ ม.ข. ทั้ง 2 ที่ทำให้สมองกลวงๆ ของข้าพเจ้าดูเป็นคู่เป็นคนขึ้นมาได้ รักมข.
ถึงแม้มข.จะมีแต่แดดก็เถ่อะ
1 janvier =ปีใหม่=ถ้าบอกว่าปีใหม่นี้เราก็รู้สึกเหมือนตัวเองโตขึ้นอีกแล้ว ถ้าพูดยังงี้ก็อาจจะฟังเหมือนเข้าข้างตัวเองเน๊อะ??
แต่เค้าก็รู้สึกโตขึ้นจริงๆนะ
ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปอีกปีอีกแล้ว(<<<ได้ข่าวว่าก็พูดยังงี้ทุกปี...ฮึ่ยส์)
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาหนึ่งปีจะทำให้คนๆนึงรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดนี้
หนึ่งปีที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้ว่า....
ข้อที่1.ว่า....
ข้อที่2.ว่า....
ข้อที่3.ว่า....
ข้อที่4.ว่า....
ข้อที่5.ว่า....
ข้อที่6.ว่า....
ข้อที่7.ว่า....
ข้อที่8.ว่า....
ข้อที่9.ว่า....
ข้อที่10.ว่า....
ข้อที่11.ว่า....
ข้อที่12.ว่า....
ข้อที่13.ว่า....
ข้อที่ ....
....
..
.
.
.
...
......
........
ข้อรองสุดท้าย ว่า....
ข้อสุดท้าย ว่าต่อให้เราเรียนรู้อีกกี่ร้อยกี่พันข้อ ตราบจนชั่วชีวิตเราก็ไม่มีทางเรียนรู้หมดทุกสรรพสิ่ง
กลายเป็นงี้ไปได้ไงหว่า,,,?
ความจริงเราคิดๆไว้ว่าจะมานั่งลิสต์จริงๆนะ
แต่มันเยอะเหลือเกิน แล้วเราก็ไม่เคยนั่งจัดระเบียบความคิดในสมองด้วย
ตอนนี้มานั่งคิดอีกที ลิสต์ในหัวเรามันกระจัดกระจายไปหมดแล้ววววว
ลิสต์แต่ล่ะลิสต์ที่ค่อยๆกลั่นจากประสบการณ์ที่พบเจอ
ตอนนีไปหมดแล้วววว นึกไม่ออกกกก
ลิสต์แต่ล่ะลิสต์จ๋า เอาไว้เจอกันในสถานการ์จริงเลยนะจ๊ะ
พอถึงตอนนั้นจริงๆ น้องลิสต์กรุณาช่วยน้องออยด้วยเถิด....สาธุๆ
ปีใหม่ทั้งทีก็อยากจะลองลิสต์ดูหน่อย
แต่จริงๆแล้วลิสต์ไปก็อาจจะงั้นๆอยู่ดี ของแบบนี้เอามาapplyเลยดีกว่า
ต้องเจอด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจ......เน๊อะ??
พักนี้เราชอบพ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องบ่อยเห๊ะ
ชักจะพ่นเยอะเกินไปแล้ว
เลิกๆๆ มาพูดดีๆกันดีกว่า
ปีใหม่นี้ก็ขอให้ทุกคนมีความสุข
คิดอะไรหวังอะไรก็ขอให้ได้ตามนั้น
อยากเรียนอะไรก็ขอให้ได้เรียน
ที่เคยฝันอะไรไว้ก็ขอให้เป็นจริง
คนที่มีคู่ก็ขอให้ถนอมคนนั้นของคุณไว้ให้ดี(ระวังโดนเราแย่ง หิๆ...แล้วพวกคู่ที่อยู่ไกลๆ อย่าคิดว่าเราจะไปยุ่แยงจะแคงรั่วไม่ได้นะจ๊ะ)
ส่วนคนที่เป็นโสดอยู่ก็ขอให้พบเค้าคนนั้นเร็วๆ(งมเข้าไปลูก!!!!)
คนที่อกหักอยุ่ก็ขอให้หาคนดามได้เร็วๆ
สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะบอกกก
ปีใหม่แล้ววเราก็อยากให้ทุกคนลดทิฐิตัวเองลงหน่อย
รักใครชอบใครก็อยากจะให้รีบบอกความในใจให้เค้ารู้ก่อนที่จะสายไปแล้วเราต้องมานั่งทรมานใจ
ไม่ถึงกับต้องคาดหวังอะไร แต่ไม่ใช่ฝังความรู้สึกของตัวเองลงดิน
อย่าพึ่งกังวลไปเกินเหตุ
เชื่อเราเถ่อะ เน๊อะ~
จบเคร่อะ
.
ปล.1 ว่าแต่จะได้เทอจะได้เข้ามาอ่านเปล่าเนียะ
ปล.2 อยากรู้เรื่องของตื้ดๆคนนั้นจังเลยว่ะเทอ โทษทีวันนี้ตื่นสายไปหน่อย
ปล.3 ชั้นว่าเทอไมได้เข้ามาอ่านแน่เลย แบร่งงงง~
21 décembre =จะคริสมาสแล้ว=จะคริสมาสแล้ววววว ตื่นเต้นจังเลย
ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า ทำไมช่วงนี้ของปีมันถึงอบอุ่น+โรแมนติกก๊ามากมาย
พึ่งไปดูคอนเสริตมา เดี๋ยวก็จะคริสมาสแล้ว และก็ต่อด้วยงานแต่งงาน โอ้ โรแมนติ๊ปสุดๆ
ปีนี้มู้ดต่างกับปีที่แล้วลิบลับ(เอ๋ ลิบลับสะกดยังไงหว่า???)
เอาเฮ่อะ ทุกท่านเรื่องอะไรร้ายๆก็ให้มันผ่านไป มาเริ่มต้นปีใหม่ด้วยอารมณ์เบิกบานกันดีกว่า
และอีกอย่าง ตอนนี้ชีวิตเราออกจะสดใสไร้ความมัวหมองด้วย
โรแมนติ๊กสุดๆ (ฝันเฟื่องไปคนเดียวอีกแล้วครับท่าน)
เราอุตส่าห์โรแมนติดขนาดนี้แล้วเก็บไว้คนเดียวก็ดูงกๆยังไงก็ไม่รู้ ใครผ่านมาผ่านไปก็สูบความโรแมนติ๊กไปโฮกไปได้ตามสบายนะคะ เราก็โฮกคนอื่นมากเหมือนกัน
"
และถ้าสักวันชั้นโชคดีขนาดนั้น นี่จะเป็นจดหมายถึงเขา... ชั้นอาจจะไม่พูดออกมาตรงๆว่ารักคุณ ถึงความรู้สึกข้างในจะเปี่ยมล้น ชั้นคงไม่เดินควงแขนกับคุณตามถนน แค่เดินข้างๆกันตลอดก็พอ(ถึงคุณอาจจะอยากทำ แต่ชั้นอายนี่ คุณเปลี่ยนจากคนขี้อายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน) เราจะอยู่ห่างกันเป็นบางระยะๆ คุณมีสังคมของคุณชั้นมีของชั้นแต่เราจะคิดถึงกันและกันเสมอ แล้วก็ชวนไปก๊งเมื่อไหร่ พาชั้นไปด้วยนะ ฮ่าๆ ชั้นคงไม่ไปเที่ยวสวนสนุกหรือสวนสัตว์กับคุณบ่อยๆแน่ เพราะชั้นเดาว่า คุณก็คงไม่ชอบใช่ไหม อ่าว ชอบเหรอ ฮ่าๆ แต่อยู่บ้านเงียบๆดีกว่ามั้ง ดูหนังที่บ้านก็คงจะง่ายกว่า เพราะที่บ้านคงสว่างพอไม่ใหชั้นซุ่มซ่ามหยิบน้ำของคุณขึ้นมากิน แทนชามะนาวของชั้น ชั้นหมั่นไส้เสียงหัวเราะของคุณเวลาชั้นทำอะไรพลาด เสียงหัวเราะคุณมันกวนประสาทชะมัด อยากตบหัวคุณจริงๆ เวลาส่วนตัวของพวกเรา คงผ่านไปเงียบๆ กับหนังสือคนละเล่ม คุณคงบอกว่าหนังสือของฮารุกิ มูราคามิที่ชั้นอ่านมันช่างเพี้ยนชะมัด ไม่เหมือนความรักที่เรียบง่ายของเราเลย แล้วชั้นก็จะบอกว่าหนังสือเรียนที่คุณกำลังอ่านน่ะมันน่าเบื่อที่สุด นี่ จะนอนหนุนตักชั้นอ่านหนังสือก็ได้นะ แต่ถ้าชั้นเมื่อยชั้นจะลุก แต่ถ้าคุณไม่อยาก ชั้นจะนั่งห่างสุดริมโซฟาด้านซ้าย คุณนั่งริมโซฟาด้านขวาแล้วกัน พอเย็นๆ เราจะออกไปเดินริมแม่น้ำเงียบๆ คำพูดไม่จำเป็นต่อไป อยู่ข้างๆคุณชั้นก็มีความสุขมากแล้ว แสงอาทิตย์ตกดินลงมาทาบรอยยิ้มของคุณ สวยดีเนอะ กลับบ้านแล้วทำกับข้าวง่ายๆกินกันนะ...ตบท้ายด้วยดื่มเบียร์กันหน่อย ฮ่าๆ ชั้นรู้คุณไม่ชอบผู้หญิงขี้เมา แต่ชั้นไมได้เมานี่นะ จากนั้นก็แยกย้ายกันไป เดินกลับบ้านดีๆล่ะ พรุ่งนี้เช้าเจอกันอีก"
เอามาจากบล๊อก คุณพี่แพรค่ะ ตัดไปบ้างข้อความ ขออภัยนะค้า (จริงอยากเพิ่มไปอีกด้วยซ้ำ ประมาณว่าอยู่โหมดฝันกลางวัน)
ขอโอกาสเปลี่ยนเพลงเพื่อเพิ่มมู้ดเลยล่ะกัน
..... ... .. . ได้ข่าวว่าพร่งนี้มีสอบฟิสิกส์ 5 décembre =วันที่ห้า วันพ่อแห่งชาติ=เมื่อกี้พี่เราโทรมาจากศิริราชเพื่อมาบอกสุขสันต์วันพ่อกับพ่อเรา
ทำให้พึ่งนึกได้ เออว่ะ วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้ทำอะไรน่าปลื้มให้พ่อเลยซักอย่าง
คุณพ่อที่น่ารักของเรา
พ่อเราเป็นตามใจเรามากๆ
ตั้งแต่เด็กๆแล้วเราเป็นลูกรักเค้ามาตลอด ถ้าเราจะเสียเด็กเค้าซักวันก็คงต้องโทษพ่อเราล่ะ
จะกินอะไรก็หาให้กิน
ตอนเช้าอยากกินโจ๊ก เดี๋ยวอีกห้านาทีพ่อเราก็ขับรถไปซื้อหน้าหมู่บ้านให้
พอสายหน่อยอยากกินน้ำส้ม "คุณพ่อสุดที่รักซื้อให้หน่อยซิคะ" พ่อเราก็ออกไปซื้อหน้าปากซอยให้ทันควัน
ตอนบ่ายอยากกินน้ำมะพร้าว พ่อก็บอกว่า เดี๋ยวตอนเย็นไปซื้อให้ที่ตลาด (อันนี้ต้องรอหน่อยนึง)
พ่อเราเป็นคนที่น่ารักอย่างนี้ ต่อไปจะหาแฟน ก็ต้องหาให้ได้อย่างพ่อเรา(แต่จะมีใครมาเอาอกเอาใจเท่าพ่อเราล่ะเนี่ยะ ผู้ชายดีๆเดี๋ยวนี้ยิ่งหายากกกกส์)
แม่เราเคยถามให้ตอบจริงๆว่าตอนที่ไปอยู่เมการะหว่างพ่อกับแม่คิดถึงใครมากกว่ากัน คือตอนแรกเราก่ะจะตอบไปว่าคิดถึงเพื่อนค่ะ แต่ก็กะไรอยู่ ฮ่ะๆๆ จริงๆก็คิดถึงทั้งสองคนเท่าๆกันเลยล่ะนะ เราคิดถึงแม่เพราะเราชอบคุยกับแม่ ตอนอยู่เมกาก็คุยกับแม่เกือบทุกอาทิตย์ ก็ไม่เหงามาก แต่กับพ่อเนี่ยะซิ พ่อเราไม่ได้ตามไปเอาใจเราที่เมกาด้วยนิ่ แถมพ่อเราก็ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ด้วย เค้าคุยไม่เก่งอย่างแรง พ่อเราชอบฟังเรื่องเราเล่าผ่านปากแม่เรามากกว่า ตอนนั้นเราก็ยอมรับว่าคิดถึงพ่อมากเลย เราไปอยู่บ้านคนอื่นมาทำให้เรารู้ว่าพ่อบ้านอื่นเค้าไม่ตามใจลูกเหมือนพ่อบ้านเราหรอกนะเนี่ยะ พ่อเราอ่ะนะ เราจะทำอะไรเค้าก็ไม่โกรธ อยากทำอะไรลูกทำเลย(ยกเว้นใส่กระโปรงสั้นๆ หรือเสื้อเซ็กซี่) ทำแล้วก็ค่อยกลับมาเล่าให้พ่อฟัง เค้าฟังแล้วเค้าชอบหัวเราะชอบใจ ขอให้เรามีความสุข จะอะไรเค้าก็มีความสุข
พ่อเราเป็นคนนิ่งมากๆ เค้าเป็นคนที่รักสันติสุดชีวิต พ่อเราเป็นน้ำ แม่เราเป็นไฟ เราก็ถ้าจะเป็นไฟด้วย บางครั้งเรากับบแม่ก็หงุดหงิดกับความใจเย็นของเค้าเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีน้ำอย่างเค้า บ้านเราก็ถ้าจะลุกเป็นไฟเหมือนกันนะ
แต่ถึงใจจะใจเย็นยังไง เวลาพ่อเราโกรธนี่อย่าให้saidเลยนะ น่ากลัวมากๆ น้ำจะกลายเป็นซึนามิ o my gosh ,josh is afraid
พ่อเราไม่เคยสอนให้เล่นเกม แต่เค้าจะสอนให้เป็นผู้ให้ เค้าไม่ได้สอนให้เราเป็นผู้ชนะ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะในเกม ชนะเกมไปแล้วสุดท้ายเราได้อะไร? แต่ถ้าเป็นผู้ให้เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะตลอดกาล ความจริงๆหลายครั้งเราก็หงุดหงิดตัวเองเหมือนกันนะ แล้วก้หมั่นไส้คนอื่นด้วย หงุดหงิดว่าทำไมพ่อเราไม่สอนเราเล่มเกมเหมือนพ่อคนอื่นบ้าง แต่ก็นะสุดท้ายเราก็เชื่อพ่อเราอยู่ดี เพราะเรื่องที่เค้าพูดสุดท้ายแล้วมันไม่เคยผิด....ไม่เคยผิดถ้าเป้าหมายของเราคือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
พ่อเราพูดไม่เก่งก็จริง ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลยด้วย แต่จริงเค้าเป็นคนที่รู้เยอะแล้วก็คิดเยอะนะ คือหลายครั้งเราก็แอบตะลึงกับเค้ามาแล้ว เหมือนเค้าจะเป็นคนมีเซ้นส์ดีพอสมควรเลยล่ะ
การที่พ่อเราเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เราว่าคงเป็นเพระว่าเค้าเป็นคนที่ชอบคิดอะไรนำหน้าชาวบ้านแล้วเค้าก็จะพูดแต่เรื่องที่เค้ากำลังคิดอยู่ทำให้คนอื่นตามไม่ค่อยทันหรือไม่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเค้ากำลังพูดถึงอะไร
ถ้าเกิดมีใครมาว่าว่าเราพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็คงบอกได้ว่าก็เพราะว่ามีเลือดพ่ออยู่ครึ่งหนึ่ง
เวลาพ่อกับแม่คุยกันบางทีเราก็ต้องคอยเป็นล่ามให้ เพราะเราก็มีเลือกพ่ออยู่ครึ่งหนึง ตั้งแต่เด็กแล้ว พูดกันเรื่องหนึ่งอยู่ดีๆ พ่อเราก็พูดอะไรก็ไม่รู้ขึ้นมานอก topic เราจะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเค้าคิดอะไร แล้วก็คอยเชื่อมความคิดของพ่อแล้วเล่าให้แม่ฟัง แต่พักหลังเนี่ยะมีคนรอบตัวเราคนนึงเป็นคล้ายๆพ่อเรา บางทีก็ทำให้เราคิดอะไรเกี่ยวกับพ่อเราได้หลายอย่าง ตอนนี้เราก็เลยนอกจากเป็นล่ามแล้วก็ต้องทำหน้าที่เป้นผู้บำบัด คอยแนะให้พ่อพูดรู้เรื่องมากขึ้น ฮ่ะๆๆ
กลับมาเรื่องเดิมอีกที จริงๆนะเนี่ยะ จะมีใครตามใจเราเท่าพ่อเรามั้ย?
รักคุณพ่อจังเลย จุบส์ๆ [IMG]http://i135.photobucket.com/albums/q134/jm8202/jomthien.jpg[/IMG]
24 novembre =HBD ตัวเอง ปีที่18=อ๊ากกก ห้าทุ่มกว่าแล้ววว จะพิมพ์ทันมั้ยเนี่ยะ
วันนี้เป็นวันที่ยาวนานมากสำหรับเรา แต่ถึงจะยาวแค่ไหนก็ต้องสิ้นสุดลง แม้ว่าเราจะไม่อยากให้มันผ่านไปเลยก็ตาม
และแม้ว่ามันอาจจะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดี แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยความทรงจำที่ดีมากมายยยย
เราคิดไม่ถึงเลยว่าทุกคนจะเตรียมพร้อมจัดงานให้เราอลังการขนาดนี้
คิดไม่ถึงจริงๆนะ ถึงแม้ว่าสองหูเราจะได้ยินน้องหนึ่งพูดเสียงดังฟังชัดว่า "ไอ้บอล กินเค้กเมื่อไหร่วะ?"
แต่เราก็ยังนึกไม่ถึงอยู่ดี ถึงแม้เราจะเห็นพี่รานีเป็นคนเดินไปปิดไฟเต็มสองตา สมองบื้อๆของเราก็ยังผูกเรื่องไม่ได้
ความจริงก็เกือบจะตะโกนถามแม่แล้วล่ะ ว่าปิดไฟทำไม แต่ไอ้สมองเจ้ากรรมดันคิดคำตอบเองเสร็จสรรพไปเองว่าแม่คงคิดจะแกล้งหลอกพวกผู้ชายว่าไฟดับ หรือไม่ก็เจ้าหน้าที่มาบอกให้ดับไฟเพราะไฟหลักมันเจ๊งเพราะถูกฟ้าผ่า (คิดไปได้ - -"ดีนะไม่ได้ตะโกนแสดงความเซ่อออกไป ไม่ไหวๆ สงสัยพักนี้ติดโรคมาจากยัยเจ)
ตอนที่พวกแกยกเค้กเข้ามา เราโคตรๆตกใจ เซอร์ไพรส์ แอนด์ดีใจเลยว่ะ...แล้วก็ทำตัวไม่ถูกอย่างแรงด้วย
ขอบคุณพวกแกมากเลยจริงๆ
ได้ข่าวว่าเตรียมตัวมาก่อนหลายวันเลย แหมอุตส่าห์นั่งคิดนั่งเลือกรส จนได้รสสุดประเสริฐbaby bear...ไม่ค่อยส่อเจตนาเลยนะจ๊ะ
เหอๆ
.....
...
..
.
.
แฮ่มๆ
วันนี้เราได้รับของขวัญมากมายก็จริง แต่มันก็เทียบอะไรไม่ได้เลยกับความรู้สึกดีๆที่เราได้จากพวกแกในวันนี้
แค่พวกแกคิดถึงเราแค่นี้เราก็ดีใจมากแล้วล่ะ..........นี่พูดจริงๆนะ
ขอบคุณพวกแกที่คอยอยู่กับเราในเวลาที่ผ่านมา
ขอบคุณที่ยอมยกโทษให้เราเวลาที่เราทำให้พวกแกไม่สบายใจ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจและความหวังดีที่มอบให้อยู่เสมอเวลาเราท้อแท้
ขอบคุณที่คอยช่วยเหลือเวลาเราตกที่นั่งลำบาก
ขอบคุณที่นึกถึงเรา (รู้ว่าไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจ แต่ขอแค่อยู่ในใจเทอก็พอ~)
ขอบคุณที่ยอมให้เราลอกการบ้านโดยไม่ปริปากบ่น(ข้อนี้ซึ้งมากๆ)
ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง
ขอบคุณจริงๆ
เพราะเรารู้ว่าเรามีพวกแกอยุ่ เราเลยมีวันนี้ได้
รักนะเว่ย~
ย๊ากสสสส์ พูดเองซึ้งเอง ไม่อยากบอกเลยว่าวันนี้เราร้องไห้เยอะที่สุดในรอบปี(เอ๊ะ ยังไง?)
รักพวกแกทุกคนนนน
ความรักของเรา เรามอบให้จากใจจริงไม่มีfake
เราให้ความสำคัญกับเพื่อนทุกคน
เพราะทุกคนเป็นเพื่อนที่สำคัญของเรา และเพราะทุกคนก็ดีกับเรามากเหลือเกิน
เราเป็นเพื่อนที่ดีขนาดนี้
พวกแกจงดีใจซะเทอดที่ได้เกิดมาเป็นเพื่อนเรา
โอ้ โยธินจงเจริญ
เพลงเพราะๆ ไปโหลด ซะดีๆ
12 novembre =เซ็งมากๆ=ไม่ไหวแล้ว ทำไมถึงยังไม่หายซักทีนะ
วันพุธก็ไปโรงบาลแล้ว
วันพฤก็หยุด
วันศุกร์ยังหยุดแถมอีกวัน(แถมคุณแม่ยังหยุดเป็นเพื่อนอีกตังหาก)
แล้วทำไมตอนนี้มันถึงแย่กว่าเดิมอีกล่ะ
วันเสาร์ก็อุตส่าห์ไม่ได้ไปเรียนแถมยังไปโรงบาลซ้ำอีกเที่ยว
ก็แค่ไปดูคอนเสริตกับคุณแม่ตอนกลางคืนแค่ชม.เดียว
อะไรมันจะกันนักกันหนาวะ
วันๆจะไม่ให้ชั้นได้ทำอะไรเลยหรือไง
เซ็งแล้วนะเว่ย
หนังสือก็ไม่ได้อ่าน หนังก็ไมได้ดู เซ็งจะแย่อยู่แล้ววววว
ได้แต่ไอโขลกๆอยู่ทั้งวัน
เซ็งโว้ย
เซ็งๆๆๆๆๆ
ต้องกลับไปนอนต่ออีกแล้วววว
|
|
||
|
|